13 สิงหาคม 2562 วิกฤตินําแล้ง อีก 20 ปีขาดแคลนทั่วโลก กรมชลฯลุยรับมือ

ที่มา: https://www.naewna.com/local/432835
รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมวิชาการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของไทย ดำเนินการสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างฉลาด คุ้มค่า ไม่ใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองโดยไร้ประโยชน์ จนมาถึงรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ทั้งนี้กรมชลประทานน้อมนำแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้จัดทำยุทธศาสตร์ 20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ โดยให้ความสำคัญกับทรัพยากรน้ำที่เป็นอาวุธสำคัญในกระบวนการผลิตอาหารและพลังงาน ภายใต้นโยบายส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวอีกว่า สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประชากรเพิ่มขึ้น การใช้น้ำมากขึ้น ขณะที่น้ำเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ภายในปี 2579 กรมชลประทาน กำหนดทิศทางการบริหารจัดการน้ำครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพื่อเพิ่มผลผลิตของน้ำทั้งระบบให้ทัดเทียมระดับสากล การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและใช้น้ำทุกภาคส่วน เพิ่มการกักเก็บน้ำในพื้นที่การจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) นำเทคโนโลยีที่ทันสมัย นวัตกรรมใหม่มาใช้บริหารจัดการน้ำ ลดความซ้ำซ้อน การพัฒนาความมั่นคงของน้ำ พลังงานและการเกษตร โดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การดำเนินยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศให้มากที่สุด “ผู้แทนหลายประเทศที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ผู้แทนจากโครงการความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ฯลฯ เห็นตรงกันว่าจะใช้น้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุดได้อย่างไร รวมทั้งการใช้นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เตรียมรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เช่น ฝนไม่ตกในฤดูฝน จะรับมือกับภาวะวิกฤตินี้ได้อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับประเทศไทย โดยการประชุมวิชาการครั้งนี้ ทำให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ ได้รับองค์ความรู้ที่หลากหลายผสมผสานจากหลายภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญเดียวกันคือ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของน้ำ พลังงาน และอาหาร” ที่จังหวัดสุรินทร์ สถานการณ์ภัยแล้งว่ายังคงวิกฤตต่อเนื่อง หลังจากอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ แหล่งน้ำดิบที่ใช้ผลิตน้ำประปาประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ปริมาณน้ำแห้งขอดหนักที่สุดในรอบ 40 ปี จึงไม่มีน้ำผลิตน้ำประปา ส่งผลกระทบให้ประชาชนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค รวมทั้งสถานที่ราชการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะเรือนจำกลางสุรินทร์ และเรือนจำพิเศษสุรินทร์ ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ปัจจุบันมีผู้ต้องขัง ผู้ต้องกัก และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์เฉลี่ย 2,800 คน จำเป็นต้องใช้น้ำดื่ม รวม 98,000 ลิตร ใช้ประกอบอาหาร และใช้ในห้องน้ำ รวมประมาณ 118,700 ลิตรต่อวัน ผบ.เรือนจำกลางสุรินทร์ เผยว่าได้ชี้แจงกับผวจ.สุรินทร์ กรณีที่มีข่าวว่าทางเรือนจำขาดน้ำอย่างหนัก ผู้ต้องขังแย่งน้ำจนถึงขั้นทำร้ายกัน ว่าไม่เป็นความจริง แต่ต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบเหมือนประชาชนทั่วไปในพื้นที่ นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ใช้น้ำประมาณ 103,000 ลิตร แต่ก็ได้รับบริจาคเรื่อยมา รวมทั้งมีการซื้อถังน้ำสำรอง มีการขุดเจาะน้ำบาดาล 6 บ่อ ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวจะมีการพิจารณาผู้ต้องขังที่มีภูมิลำเนาที่อื่น หากมีความประสงค์จะกลับพื้นที่ก็จะส่งไปเรือนจำที่อยู่ใกล้ภูมิลำเนา หรือย้ายไปเรือนจำอื่นด้วยความสมัครใจ วันเดียวกันทาง อบต.บ้านแพ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ใช้เครื่องสูบน้ำเร่งผันน้ำจากลำน้ำมูล ไปเติมในสระกลาง 3 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 2 บ้านเบาน้อย หมู่ 3 บ้านวังปลัด และหมู่ 8 บ้านหูลิง หลังจากประสบปัญหาภัยแล้งมานานกว่า 1 เดือน ประชากรกว่า 300 หลังคาเรือน รวมเกือบ 2,000 คน ได้มีน้ำอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ข้าวที่ปลูกไว้ก็ขาดน้ำจนทยอยยืนต้นตาย คาดว่าหากฝนไม่ตกภายใน 1 สัปดาห์ ข้าวก็จะแห้งตาย ด้านนายเดือน บุญครอบ นายก อบต.บ้านแพ กล่าวว่า ภายหลังได้รับร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านทั้ง 3 พื้นที่ ว่าสระผลิตประปาแห้งขอด จึงทำเรื่องเสนอไปยัง อบจ.บุรีรัมย์ ขอสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ มาเร่งผันน้ำจากลำน้ำมูลไปเติมในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งสูบเกือบตลอด 24 ชั่วโมง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนก็จะมีน้ำเพียงพอสำหรับผลิตประปาได้ตลอดช่วงหน้าแล้ง อย่างไรก็ดีปีนี้ถือว่าแล้งมาก ตำบลบ้านแพ ได้รับผลกระทบ 11 หมู่บ้าน พื้นที่นาข้าวกว่า 7,000 ไร่ เสียหายไปแล้วร้อยละ 20 ทาง อบต.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามช่วยเหลือในระยะสั้น ก่อนจะเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือในการขุดลอกสระ สร้างฝายทดน้ำ เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคและทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี อีกด้านหนึ่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เผยว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เส้นทางเดินเที่ยวชมน้ำตกเอราวัณ ช่วงชั้นที่ 6–7 ได้รับความเสียหาย กลายเป็นโคลนและลื่น สภาพไม่เหมาะที่จะให้นักท่องเที่ยวใช้เส้นทาง เพราะช่วงชั้นดังกล่าวมีความลาดชันสลับกับบางช่วงมีโขดหิน อีกทั้งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บหลายราย เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุ และเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จึงปิดน้ำตกชั้น 6-7 ชั่วคราว ทั้งนี้ปริมาณน้ำฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องไม่มีผลกระทบต่อปริมาณและความแรงของน้ำ สถานการณ์น้ำปกติ และยังไม่มีการเกิดภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลากแต่อย่างใด นักท่องเที่ยวจึงสามารถเข้ามาเที่ยวชมน้ำตกเอราวัณตั้งแต่ชั้นที่ 1–5 ได้ตามปกติ ขณะที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แจ้งเตือนให้ประชาชนผู้ใช้การสัญจรบนทางหลวงหมายเลข 108 แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน – อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และทางหลวงหมายเลข 1095 แม่ฮ่องสอน – อำเภอปาย – อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ให้ระมัดระวังเหตุดินสไลด์ลงปิดทับผิวการจราจรบนเส้นทางดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้การสัญจรถูกตัดขาดหลายชั่วโมง และหากพบให้แจ้งแก่แขวงทางหลวงแผ่นดิน หรือ ปภ.จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ทันที เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนสำหรับเหตุดินสไลด์ใน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดขึ้นตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 น.วันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเกิดดินสไลด์และเสาไฟฟ้าล้มทับเส้นทางบ้านแม่ลาย-บ้านห้วยกุ้ง ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง ส่งผลให้รถติดขัดเป็นทางยาว ทั้งสองฝั่งถนนหลวง 108 ทางหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 ตำรวจจุดตรวจห้วยกุ้ง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแม่สะเรียง และหมวดการทางอำเภอแม่สะเรียง ต่างต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกการจราจร ตัดกระแสไฟฟ้า ก่อนเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ขวางเส้นทาง และตัดต้นไม้กิ่งไม้ เพื่อให้ยานพาหนะสามารถสัญจรได้ตามปกติ